Monday, October 24, 2022
Tuesday, September 27, 2022
การเรียนรู้ครั้งที่11
วันนี้คุณครูให้ทำการสรุปเนื้อเรื่องที่ครูส่งมาให้
หน่ึงในปัจจัยสําคัญท่ีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพ คือ การอบรมเลี้ยงดูที่เด็ก ได้รับจากบิดามารดาหรือผู้ปกครอง เบิร์คลีย์ เป็นผู้หนึ่งท่ีสนใจศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูอย่างจริงจัง และได้เสนอมิติสําคัญในการอธิบายพฤติกรรมของบิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรว่า ประกอบด้วย 2 มิติ คือ
1) มิติควบคุมหรือเรียกร้องจากบิดามารดา คือ การท่ีบิดามารดา กําหนดมาตรฐานสําหรับเด็กและเรียกร้องให้เด็กทํา ตามมาตรฐานท่ีบิดามารดาได้กําหนดไว้ ซึ่งบิดา มารดาบางคนจะมีมาตรฐานสูง และเรียกร้องให้เด็ก ปฏิบัติตามมาตรฐานท่ีตนกําหน
2) มิติการตอบสนองความรู้สึกเด็ก คือ การที่บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็ก ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ซึ่งบิดามารดา บางคนจะยอมรับ เข้าใจ และตอบสนองความ ต้องการของเด็กด้วยดี เปิดโอกาสให้เด็กคิดและ ตัดสินใจด้วยตนเอง
จากการผสมผสาน 2 มิติ ทําให้ Baumrind จัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ คือ
1) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (ควบคุมและตอบสนองความรู้สึกเด็ก) คือ การอบรม เลี้ยงดูท่ีบิดามารดาสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการ ตามวุฒิภาวะของเด็ก โดยที่บิดามารดาจะอนุญาต ให้เด็กมีอิสระตามควรแก่วุฒิภาวะ แต่ในขณะ เดียวกันบิดามารดาจะกําหนดขอบเขตพฤติกรรม ของเด็ก
2) รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (ควบคุมแต่ไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) คือ การอบรม เลี้ยงดูที่บิดามารดามีความเข้มงวดเรียกร้องสูง แต่ ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กโดยส้ินเชิงมีการจัดระบบ การควบคุมและวางกฎเกณฑ์ให้เด็กปฏิบัติตามอย่าง เข้มงวด โดยมีการอธิบายน้อยมาก หรือไม่มีเลย เด็กต้องยอมรับในคําพูดของบิดามารดาว่าเป็นสิ่งท่ี ถูกต้องเหมาะสมเสมอ
3) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบตามใจ (ไม่ควบคุมแต่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) คือ การอบรมเลี้ยง ดูท่ีบิดามารดาปล่อยให้เด็กทําส่ิงต่างๆ ตามการ ตัดสินใจของเด็กโดยไม่มีการกําหนดขอบเขต ใช้การ ลงโทษน้อย ไม่เรียกร้องหรือควบคุมพฤติกรรมเด็ก เด็กสามารถแสดงออกซึ่งความรู้สึกและอารมณ์ ได้อย่างเปิดเผย
ต่อมา Maccoby and Martin ได้ เพิ่มเติมรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบท่ี 4 คือ
4) รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (ไม่ควบคุม และไม่ตอบสนองความรู้สึกเด็ก) เป็นการอบรม เล้ียงดูที่บิดามารดาไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนอง ความต้องการของเด็ก ให้การดูแลเอาใจใส่ต่อเด็ก น้อยมาก บิดามารดากลุ่มน้ีจะเพิกเฉยต่อเด็กพอๆ กับไม่เรียกร้องหรือวางมาตรฐานพฤติกรรมใดๆ ให้เด็กปฏิบัติ
จากการประมวลงานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับตัวแปร ทางจิตวิทยาโดยภาพรวมอาจกล่าวได้ว่า รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพ สามารถหล่อหลอม ให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ท่ีมีความสามารถในการ ปรับตัว มีพฤติกรรมทางสังคมท่ีเหมาะสม มีความ สามารถในการกํากับตนเอง ตลอดจนมีพัฒนาการ ทางอารมณ์ท่ีดี
ยูนิเซฟให้คำนิยามเด็กปฐมวัย คือ เด็ก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ 8 ปี แต่ในประเทศไทยนั้นใ้หความหมาย ไว้ว่า หมายถึง เด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง ก่อนเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งรวมถึงเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาเด็ก ต้องการการดูแลและการปฏิบัติอย่าง เหมาะสมเช่นเดียว นักประสาทวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ช่วงเวลาแห่งการพัฒนาและสนับสนุน การพัฒนาเด็กท่ีสกคัญที่สุด คือช่วง 1,000 วัน แรกของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่จะสร้างพื้นฐาน ท่ีดีให้เด็กปฐมวัยเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการรอบด้านตามวัย เด็กปฐมวัยที่พ่อแม่ ผู้ปกครองให้ความสำคัญ ในช่วง 1,000 วันแรกของชีวิต
ช่วงเวลาที่หนึ่งคือระยะตั้งแต่เริ่ม ปฏิสนธิจนแรกคลอด (270 วันแรก) การดูแล เรื่องอาหารของแม่จะส่งผลถึงการพัฒนาของ ลูกในระยะยาว แม่ควรได้รับอาหารครบท้ัง 5 หมู่ เพียงพอ สะอาด สด ใหม่ หลีกเลี่ยง อาหารดูแลอกใจใส่อาหารให้กับลูก ไม่ได้หมายถึงแค่อาหารที่ได้ต้องครบและพอ เพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรับสารอาหารที่ ชีวิตน้อยๆต้องการ เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินเอ โฟเลต และไอโอดีน
เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาท่ีสองคือเมื่อเด็กคลอดจนถึง อายุ 6 เดือน เด็กวัยนี้ต้องการการปกป้องจากอันตราย ทางร่างกาย การได้รับอาหารท่ีมีสารอาหารเพียงพอ โดยเด็กควรได้รับนมแม่อย่างเดียวและไม่มีอาหารชนิด อื่นๆ ก่อนวัย การดูแลทางสุขภาพ เช่น การให้ภูมิคุ้มกันการทำความสะอาดช่องปาก การกระตุ้นการเรียนรู้ พัฒนาประสาทสัพผัสโดยการฟังเสียงจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง
เด็กวัยทารกและวัยเตาะแตะหรือเด็ก อายุระหว่าง 0-2ปี ในช่วงวัยน้ีเด็กต้องการการดูแลด้านสุขภาพโภชนาการการพัมนาสติปัญญาการกระตุ้นพัฒนา การรอบด้าน การปกป้องคุ้มครอง
สำหรับเด็กวัยอนุบาล หรือ เด็กอายุระหว่าง 3-6ปี ในช่วงวัยนี้ เด็กต้องการมีส่วนร่วม การได้รับ ประสบการณ์ที่หลากหลายเพื่อกระตุ้นพัฒนาการ การเรียนรู้และมความพร้อมก่อนเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา
เด็กวัยประถมศึกษา หรือ เด็กอายุ ระหว่าง6-8ปีในช่วงวัยนี้ เด็กควรได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา ท่ีมีคุณภาพ เพื่อเป็นการสร้างพื้นนฐานในการอ่านออก เขียนได้ การเรียนรู้ด้านการคำนวณ พัฒนาทักษะ การคิด
บทบาทของพ่อแม่ ผู้ปกครอง
• พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ พัฒนาการเด็กปฐมวัยและลำดับขั้น พัฒนาการตามวัย
• ศึกษาตัวอย่างเพื่อจัดกิจกรรมในการ สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยที่บ้าน
• เข้าใจความสำคัญของการพัฒนา เด็กปฐมวัย พัฒนาการด้านต่างๆ และ กิจกรรมเพื่อเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย
• สร้างความคุ้นเคยกับทิศทางของระบบของ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยรวมทั้งวิธีการมีส่วน ร่วม และการสื่อสารกับครูปฐมวัย/ ผู้ดูแลเด็ก
• พัฒนาความมั่นใจและความรู้สึกที่เป็นหนึ่งเดียวกับสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเพื่อร่วมกันพัฒนา เด็กปฐมวัยร่วมกัน
บทบาทของครูเด็กปฐมวัย
• ครูปฐมวัย/ผู้ดูแลเด็กเข้าใจกระบวนการ พัฒนาตามวัยของเด็กอย่างรอบด้าน ให้ความ ใส่ใจและขวนขวายหาความรู้อย่างสมำเสมอ
• ครูปฐมวัย/ผู้ดูแลเด็กช่วยกันคิดกิจกรรม ใหม่ๆ และหลากหลาย ให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ได้ใช้เวลาร่วมกับเด็กเพื่อเสริมพัฒนาการ ของเด็กที่บ้าน
• จัดกิจกรรมที่สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยใน รูปแบบต่างๆ ทั้งแบบกลุ่มและรายบุคคล
• ให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมวางแผน กิจกรรมต่างๆในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จนผู้ปกครองมีความคุ้นเคยกับครูปฐมวัยและ ผู้ดูแลเด็ก เกิดความมั่นใจและพร้อมเป็นผู้นำ ความเปลี่ยนแปลง
• สร้างให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองมีความรู้สึก เป็นเจ้าของ และรับผิดชอบต่อสถานพัฒนา เด็กปฐมวัย และชุมชนที่แสดงให้เห็นผ่าน การเพิ่มขึ้นของบทบาทการเป็นผู้นำที่สถาน พัฒนาเด็กปฐมวัย
• ให้กำลังใจพ่อ แม่ ผู้ปกครอง พร้อม สนับสนุนให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ทำกิจกรรม ร่วมกับเด็กโดยความร่วมมือกับสถานพัฒนา เด็กปฐมวัย
ลักษณะของโปรแกรมการให้ความรู้การอบรมเลี้ยงดูเด็ก แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง
ทั้งนี้การจัดฐานในการจัดกิจกรรมให้ ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง สามารถจัดได้ 3 ลักษณะ คือ
1 การใช้บ้านเป็นฐาน (Home based) เป็นการจัดกิจกรรมให้ความรู้พ่อแม่ ผู้ปกครองท่ีบ้าน เช่น การเยี่ยมบ้าน การส่งจดหมาย/เอกสารถึงบ้าน การจัด กิจกรรมที่บ้าน
2 การใช้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นฐาน (School based)เป็นการจัดกิจกรรม ใหค้ วามรพู้ อ่ แม่ผปู้ กครองทสี่ ถานพฒั นา เด็กปฐมวัย เช่น การจัดแสดงผลงานเด็ก การจดั บอรด์ สอื่ สารการจดั มมุ ผปู้ กครอง เช่น การจัดนิทรรศการ การจัดประชุม ผู้ปกครอง
3 การใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community based)เป็นการจัดกิจกรรมให้ความรู้พ่อแม่ผู้ปกครองโดยการเผยแพรค่ วามรู้ ผ่านชุมชน เช่น หมู่บ้าน วัด โบสถ์ มัสยิด แหล่งเรียนรู้ในชุมชน วิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เนต วารสาร นิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์ โดยจัดเป็นกิจกรรม
การให้คำปรึกษาแก่พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูในการดูแลและเลี้ยงดูเด็ก ปฐมวัยให้เกิดพัฒนาการตามวัย
การเตรียมตัวให้คำปรึกษาการสร้างความสัมพันธ์ท่ีดีกับ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้เลี้ยงดูหลักหรือ ครอบครัว จะทำให้รู้จักเด็กปฐมวัย ได้มากข้ึน ข้ึน ส่งผลดีต่อการดูแลและ พัฒนาเด็กปฐมวัย การสร้างความ สัมพันธ์ระหว่างครูปฐมวัย/ผู้ดูแลเด็ก กัวครอบครัวของเด็กปฐมวัยทั้งสองฝ่ายย ต้องเคารพซึ่งกันและกัน ร่วมมือกัน แบ่วปัน ความรับผิดชอบและมีการเจรจา ตกลงกันในเรื่องความขัดแย้ง เพื่อนำ ไปสู่ความสำเร็จและเป้าหมายร่วมกัน
การจัดกิจกรรมกลุ่มแก่พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู เพื่อส่งเสริมการดูแลและเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
การเตรียมตัวจัดกิจกรรมกลุ่ม การจัดโปรแกรมให้ความรู้ การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นการจัดโปรแกรม เป้าหมาย ในการเสริมสร้างศักยภาพของพ่อแม่ ผู้ปกครองในการส่งเสริม สุขภาพของเด็กและพัฒนาการด้านต่าง ๆ
สิทธิเด็กและการปฏิบัติในการอบรมเลี้ยงดูเด็ก ที่คำนึงถึงสิทธิเด็ก
ความสำคัญของสิทธิเด็ก (UniversalRights) และเป็นสิทธิเด็ดขาด (Absolute Rights) ท่ีต้องได้รับการรับรองและคุ้มครอง อนุสัญญาฯ ฉบับนี้ไม่ได้ใช้เพื่อการเรียกร้องสิทธิเด็ก แต่ใช้เพื่อการพัฒนาเด็กทั้งร่างกายอารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา
คำแนะนำ เพื่อดูแลและเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้เกิดพัฒนาการตามวัย
ปฐมวัยเป็นช่วงที่พัฒนาการ ด้านสมองและการเรียนรู้เป็นไปอย่าง รวดเร็ว พื้นฐานสำคัญในการอบรม เลี้ยงดูโดยพ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องเริ่ม สร้างความผูกพันให้เกิดขึ้นกับเด็กและ ครอบครัว
พัฒนาการของเด็กปฐมวัยมีลักษณะเฉพาะและเปลี่ยนแปลงตาม ช่วงอายุ พัฒนาการของเด็กทั้งด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา ภาษา จริยธรรม และความคิดสร้างสรรค์ เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างสัมพันธ์กัน
การสร้างวินัยเชิงบวกในเด็กปฐมวัย
วินัยเชิงบวก หมายถึง การรับ รู้กฎ กติกา ระเบียบแบบแผนที่ควร ปฏิบัติในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นซึ่งมีท้ังการพัฒนาความเข้าใจในเหตุ และผลที่เลือกในการตัดสินใจ การ ปฏิบัติได้อย่างที่ตัดสินใจ การยอมรับ ผลจากการตัดสินใจ และมีความรู้สึก ผิดชอบชั่วดีภายในตนเอง
การสร้างวินัยเชิงบวก เด็กปฐมวยัเป็นการสอนและการฝึกฝนให้เด็ก มีพฤติกรรมที่เหมาะสม ตามความต้องการพื้นฐานทางด้านร่างกาย ที่เด็กจำเป็นต้องเรียนรู้ พัฒนาการด้าน อารมณ์ สังคมของเด็กเป็นสำคัญ
การสื่อสารกับเด็กปฐมวัยให้ได้ผล
การสื่อสารมีความสำคัญกับ เด็กปฐมวัยและทุก ๆ คน เด็กจะมีการ พัฒนาการด้านการสื่อสารตั้งแต่แรกคลอด และพัฒนาการของการใช้ภาาษาตลอดจน วิธีการสื่อสารได้เหมาะสมตามวัยและ อายุที่เพิ่มขึ้นในต่อๆไป
การเรียนครั้งที่9
Monday, September 12, 2022
Monday, September 5, 2022
การเรียนครั้งที่7
ได้ทำ mind mapping โดนการทำงานแบบกลุ่มในหัวข้อเรื่อง การออกแบบกิจกรรมสำหรับเด็กแรกเกิดถึงอายุ 3 ปี โดยแบ่งหัวข้อย่อยเป็น 3 หัวข้อ คือ แรกเกิดถึง 1 ปี , 1 ปีถึง 2 ปี และ 2 ปีถึง 3 ปี แต่ละหัวข้อต้องหากิจกรรมให้เหมาะสมกับเด็กในวัยต่างๆให้เหมาะสม และเมื่อทำงานเสร็จแล้ว อาจารย์ก็ให้เอางานที่ทำไปติดในกระจกเพื่อที่จะได้อธิบายข้อดีและข้อบกพร่องในงานที่ทำว่าควรที่จะปรับแก้งานตรงไหนบ้าง
Monday, August 15, 2022
การเรียนครั้งที่6
วันนี้อาจารย์ให้ทำงานกลุ่มโดยให้แต่ละกลุ่มคิดการออกแบบหัวข้อของตัวเองได้ ให้น่าสนใจมีความสนุกสนาน หลังจากนั้นกลุ่มของดิฉันก็มาออกความคิดเห็นกันว่าจะนำเสนออย่างไร
Tuesday, August 9, 2022
การเรียนครั้งที่5
วันนี้อาจารย์ให้ทำมายแมพแผนภาพความคิดเกี่ยวกับกับเด็กปฐมวัยโดยที่อาจารย์จะมีหัวข้อมาให้ทั้งหมด 8 หัวข้อ คือ 1.อายุของเด็กปฐมวัย 2.พัฒนาการ 3.วิธีการเรียนรู้ 4.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 5.หลักการอบรมเลี้ยงดู 6. สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม 7.สื่อในการส่งเสริมการเลี้ยงดู 8.การประเมิน
โดยในแต่ละหัวข้ออาจารย์จะให้นักศึกษาสืบค้นจากอินเตอร์เน็ตด้วยตนเองและเมื่อทำเสร็จแล้วนั้นอาจารย์ก็ให้ทำการจับกลุ่มกัน และให้แต่ละกลุ่มเลือกหัวข้อมากลุ่มละหัวข้อไม่ให้ซ้ำกัน
Tuesday, July 26, 2022
การเรียนครั้งที่4
👉 วันนี้ได้ทำกระดาษปากอ้า โดยวิธีทำคือกระบายสีกระดาษต้นแบบที่เป็นรูปสัตว์ต่างๆ หลังจากนั้นเราก็ตัดกระดาษตามแนวเส้นและพับกระดาษตามเส้นประและทำที่เอาไว้สอดนิ้วจากกระดาษมาติดด้านหลังทำให้มันสามารถอ้าปากได้ หลังจากนั้นเอากระอีกแผ่นที่เป็นกระดาษรีไซเคิลมาวาดทำตามต้นแบบและออกแบบสัตว์อะไรก็ได้ที่เราต้องการ
Tuesday, July 19, 2022
การเรียนครั้งที่3
วันนี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการร้องเพลงกล่อมเด็กว่าสมัยที่เรายังเป็นเด็กนั้นเราเคยได้ยินพ่อแม่ของเราร้องเพลงอะไรกล่อมเราแล้วตอนนั้นเรารู้สึกยังไงบ้างที่ได้ยินเพลงที่พ่อแม่กล่อมให้ฟัง ที่จริงแล้วการร้องเพลงกล่อมเด็กก็เหมือนเป็นการทำสื่ออย่างหนึ่งเหมือนกันเราใช้ปากของเราในการพูดออกมาเป็นการสื่อสารแล้วก็มีหูเป็นตัวรับสื่อที่เราส่งไปนั้นเอง
เพลงที่ดิฉันได้ยินตอนเด็กคือเพลงแมงมุมขยุ้มหลังคา ตอนเด็กที่ดิฉันได้ยินพ่อแม่ร้องเพลงนี้ให้ฟังดิฉันรู้สึกตลกมากๆเพราะว่าพ่อแม่จะทำท่าประกอบด้วยเลยทำให้ดิฉันรู้ขำตลอด
และเพลงกล่อมเด็กที่ดิฉันเลือกคือเพลงกาเหว่า เพลงนี้มีความไพเราะมากๆและเนื้อหาในเพลงมันยังอธิบายเรื่องของนกกาเหว่าในการเอาลูกของคนอื่นมาและคิดว่าเป็นลูกของตัวเองและรักลูกนกตัวนั้นมากเหมือนกับแม่ที่แท้จริง
Tuesday, July 12, 2022
การเรียนครั้งที่2
💓วันนี้ได้ทำงานทั้งแบบเดียวและแบบกลุ่มโดยมีหัวข้อหลักคือการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ว่ามีการอบรมเลี้ยงดูเรามายังไงแบบไหนตามใจหรือไม่ตามใจรับฟังหรือไม่รับฟังแล้วให้เขียนวิเคราะห์ให้หัวข้อต่างๆออกมาแล้วดูเนื้อหาว่าการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่เราเหมือนกับเพื่อนคนไหนแล้วมาแบ่งกลุ่มกันตามลักษณะที่อบรมเลี้ยงดูคล้ายกัน💗💗
👉การทำงานแบบเดียว นั้นมันจะเป็นการทำงานโดยการตัดสินใจของเราเพียงแค่คนเดียวเราสามารถตัดสินใจเองได้โดยไม่ต้องฟังความคิดเห็นของคนอื่น ทำตามใจของเราว่าเราต้องการทำอะไรยังไง ตามวิธีคิดของเราเองการทำงานแบบเดียวจะใช้เวลาเร็วกว่าการทำงานแบบกลุ่มเพราะมันใช้ความคิดของเราแค่คนเดียว💝
👉การทำงานแบบกลุ่ม เราจะต้องปรึกษาหาลือกันว่าควรจะทำยังไง รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนๆทั้งหมดเสมอว่าแต่ละคนมีความคิดเห็นอย่างไรแล้วเอาความคิดเห็นของแต่ละคนมาปรับใช้ด้วยกัน มีการคิดวิเคราะห์กระบวนการทำไปด้วยกันทีละขั้นตอนและช่วยกันทำงานออกมาให้สำเร็จไปด้วยกัน 😍
วันนี้ได้ทำงานทั้งแบบเดียวและแบบกลุ่มโดยมีหัวข้อหลักคือการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ว่ามีการอบรมเลี้ยงดูเรามายังไงแบบไหนตามใจหรือไม่ตามใจรับฟังหรือไม่รับฟังแล้วให้เขียนวิเคราะห์ให้หัวข้อต่างๆออกมาแล้วดูเนื้อหาว่าการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่เราเหมือนกับเพื่อนคนไหนแล้วมาแบ่งกลุ่มกันตามลักษณะที่อบรมเลี้ย
นโดยการตัดสินใจของเราเพียงแค่คนเดียวเราสามารถตัดสินใจเองได้โดยไม่ต้องฟังความคิดเห็นของคนอื่น ทำตามใจของเราว่าเราต้องการทำอะไรยังไง ตามวิธีการของเราเอง การทำงานแบบกลุ่ม เราจะต้องปรึกษาหาลือกันว่าควรจะทำยังไง รับฟังความคิดเห็นของเพื่อนๆทั้งหมดเสมอว่าแต่ละคนมีความคิดเห็นอย่างไรแล้วเอาความคิดเห็นของแต่ละคนมาปรับใช้ด้วยกัน มีการคิดวิเคราะห์กระบวนการทำไปด้วยกันทีละขั้นตอนและช่วยกันทำงานออกมาให้สำเร็จไปด้วยกัน
Monday, July 4, 2022
การเรียนครั้งที่1
วันนี้ได้เรียนการทำสื่อโดยการวาดรูปหน้าของตัวเองและบอกจุดเด่นของตัวเองให้เพื่อนๆได้ทายทำให้เราและเพื่อนๆได้รู้จักชื่อกัน โดยให้เราวาดรูปหน้าตัวเองใส่กระดาษและพับกระดาษให้สามารถเคลื่อนที่ได้ และโยนแลกเปลี่ยนกระดาษของกันและกัน เพื่อที่จะหาว่าเพื่อนที่เราเก็บกระดาษได้คือใครและถามชื่อของเพื่อนทำให้เราได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น
















